เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : ดอกเบี้ยโลกไม่ลงง่าย เมื่อ Fed เจอเงินเฟ้อเหนียว - บอนด์ยีลด์สูง กดดันเงินบาท


 

        by วิภาดา จิณณวาโส
 
ตลาดการเงินกำลังกลับมาเผชิญโจทย์ที่คิดว่าจะผ่านพ้นไปแล้ว นั่นคือภาวะ "ดอกเบี้ยสูงนาน" หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed เดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.75 - 4.00% ขณะที่ Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และการดำเนินนโยบายยังต้องมุ่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับ 2% ให้ได้
 
การขยับดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังมีความแข็งแรงในหลายด้าน ทั้งการใช้จ่ายภายในประเทศ การลงทุนภาคธุรกิจ และผลิตภาพที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้โจทย์ของ Fed ไม่ได้มีเพียงการประคองตลาดแรงงานหรือป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ต้องจัดการกับเงินเฟ้อที่ยังลดลงไม่เร็วพอด้วย ประมาณการเศรษฐกิจรอบเดือนกันยายนสะท้อนภาพดังกล่าว โดย Fed มองว่าเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญ จะอยู่ที่ 3.7% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากประมาณการ 3.6% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ Core PCE อยู่ที่ 3.4% ในปีนี้ ก่อนจะลดลงสู่ 2.5% ในปี 2570 และ 2.2% ในปี 2571 สะท้อนว่าเส้นทางกลับสู่เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ยังต้องใช้เวลา และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง
 
สิ่งที่ตลาดการเงินจึงให้ความสนใจมากขึ้นไม่ได้มีเพียงทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่รวมถึงต้นทุนเงินระยะยาวของสหรัฐ ผ่านตลาดพันธบัตรรัฐบาล เพราะแม้ Fed จะเป็นผู้กำหนดดอกเบี้ยนโยบายโดยตรง แต่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 หรือ 30 ปีทั้งหมด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อ ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยในอนาคต ปริมาณพันธบัตรที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาระดมทุน ตลอดจนผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ระยะยาว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา US Treasury Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5.21% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปถึง 5.48% สะท้อนแรงกดดันต่อต้นทุนเงินระยะยาว แม้ตลาดจะเริ่มมองเห็นโอกาสที่ Fed จะผ่อนคลายนโยบายในระยะต่อไปแล้วก็ตาม

ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายกับ Bond Yield ระยะยาวจึงมีความสำคัญ เพราะต่อให้ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยในอนาคต ก็ไม่ได้หมายความว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะลดลงในอัตราเดียวกันทันที หากตลาดยังมองว่าเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก หรือผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง อัตราผลตอบแทนระยะยาวก็สามารถอยู่ในระดับสูงต่อไปได้

อีกแรงกดดันมาจากสถานะการคลังของสหรัฐ ซึ่งตลาดต้องรองรับการออกพันธบัตรในปริมาณมาก ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูง เมื่ออุปทานพันธบัตรเพิ่มขึ้น นักลงทุนย่อมพิจารณาผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดต้องประเมินต้นทุนเงินระยะยาวแยกออกจากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ Fed มากขึ้น

แรงกระเพื่อมจากตลาดพันธบัตรสหรัฐ ส่งต่อมายังตลาดเงิน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์และสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงแตะ 33.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าช่วงปลายสัปดาห์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากมุมมองต่อนโยบายการเงินสหรัฐ และ US Treasury Yield ปรับตัวสูงขึ้น

กลไกสำคัญคือ เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐสูงขึ้น สินทรัพย์สกุลดอลลาร์จะมีแรงดึงดูดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐ กับประเทศอื่นกว้างขึ้น จึงสามารถเพิ่มแรงซื้อดอลลาร์และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวตาม Fed เพียงตัวเดียว เพราะยังได้รับอิทธิพลจากราคาทองคำ เงินหยวน กระแสเงินทุนต่างชาติ ราคาพลังงาน รวมถึงปัจจัยเฉพาะของเศรษฐกิจไทยด้วย จึงเห็นได้ว่าแม้เงินบาทจะอ่อนแตะ 33.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็สามารถกลับมาแข็งค่าในช่วงท้ายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์ถัดไป ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทไว้ที่ 33.00-33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดยังต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ PCE และ Core PCE เดือนสิงหาคม รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป หากข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนว่าเงินเฟ้อยังเหนียวหรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแรงส่ง ตลาดก็อาจลดความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่หากข้อมูลออกมาอ่อนแอกว่าคาด ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น

ผลกระทบจาก Higher for Longer หรือภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่าเงินบาท แต่สามารถส่งต่อไปยังต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนทั่วโลก สำหรับบริษัทที่ต้องระดมทุนในตลาด การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอยู่ในระดับสูงทำให้ต้นทุนเงินอ้างอิงในตลาดโลกสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าถึงตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ ขณะที่นักลงทุนเองก็ต้องเปรียบเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้น

ในตลาดหุ้น ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นสามารถทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจลดลงในเชิงเปรียบเทียบ และยังเพิ่มอัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต โดยเฉพาะหุ้นหรือธุรกิจที่มีมูลค่าจากการเติบโตในระยะยาว ส่วนประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้หมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยตาม Fed ทุกครั้ง เพราะนโยบายการเงินของแต่ละประเทศต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพภายในประเทศของตัวเอง แต่ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นย่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ

เงินบาทจึงเป็นช่องทางสำคัญที่เชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับดอกเบี้ยโลก หากเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น ต้นทุนสินค้านำเข้าและวัตถุดิบบางประเภทอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีรายได้หรือหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ในทางกลับกัน ผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นดอลลาร์อาจได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อแปลงรายได้กลับเป็นเงินบาท ภาพทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นเรื่องของ “Fed ขึ้นดอกเบี้ยแล้วเงินบาทอ่อน” แบบเส้นตรง แต่เป็นวงจรที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่เงินเฟ้อสหรัฐ ไปจนถึงนโยบาย Fed จากนั้นส่งผ่านไปยัง Bond Yield ดอลลาร์สหรัฐ กระแสเงินทุน และค่าเงินบาท ก่อนจะกระทบต้นทุนทางการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์รอบนี้แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าคือ ตลาดไม่ได้มองเพียงระดับ อัตราดอกเบี้ยของ Fed อีกต่อไป แต่กำลังจับตาว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะอยู่สูงเพียงใด หากเงินเฟ้อยังคงเหนียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ยังมีความแข็งแรง และรัฐบาลยังต้องระดมทุนในระดับสูง ก็มีโอกาสที่ต้นทุนเงินระยะยาวจะลดลงช้ากว่าดอกเบี้ยนโยบาย

เศรษฐกิจโลกจึงอาจกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ตลาดรอเพียงวันที่ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย ไปสู่ยุคที่ต้องจับตาต้นทุนเงินระยะยาวมากขึ้น เพราะต่อให้การขึ้นดอกเบี้ยสิ้นสุดลงแล้ว แต่หากเงินเฟ้อยังเหนียวและ Bond Yield ยังสูง โลกก็อาจยังไม่กลับเข้าสู่ยุคเงินถูกได้ง่าย ๆ และเงินบาทยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางการเงินโลกต่อไป

LastUpdate 27/09/2569 19:58:27 โดย : Admin
27-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 5.05 จุด ดัชนี 1,607.63 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 6.60 จุด ดัชนี 1,609.18 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (24 ก.ย.69) ร่วง 20.40 ดอลลาร์ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค. เหตุน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดันเงินเฟ้อสูง

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (25 ก.ย.69) ฝนถล่มหนักทั่วไทย "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" 80% ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% เรือเล็กงดออกจากฝั่งจนถึง 27 ก.ย.

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (24 ก.ย.69) ร่วง 161.61 จุด กังวลน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบเดือน ธ.ค.

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 ก.ย.69) ปรับขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,700 บาท

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 2.55 จุด ดัชนี 1,605.13 จุด

8. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอ่อนตัวและปิดต่ำกว่า 4,300 เหรียญเป็นวันที่ 2 โดยลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,244 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับเข้ามา

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.48 บาทต่อดอลลาร์

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ก.ย.69) ลบ 8.12 จุด ดัชนี 1,602.58 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 ก.ย.69) ลบ 6.74 จุด ดัชนี 1,603.96 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดต่ำกว่า 4,300 เหรียญ ก่อนช่วงเช้าวันนี้พยายามกลับมายืนเหนือระดับดังกล่าว หลังถูกกดดันจากตัวเลข PMI สหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 ก.ย.69) ร่วง 58 เหรียญ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็งค่าบอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 ก.ย.69) ร่วง 352.10 จุด กังวลราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 27, 2026, 8:03 pm