เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : AI ยิ่งเก่ง เศรษฐกิจยิ่งดีจริงหรือ? เมื่อโลกกำลังผลิตได้มากกว่าความต้องการซื้อ


       by วิภาดา จิณณวาโส
 
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเข้ามายกระดับเศรษฐกิจโลก เพราะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และทำให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม ในมุมหนึ่ง นี่คือภาพของเศรษฐกิจที่กำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เมื่อมองลึกลงไป โดยเฉพาะจากกรณีของจีน กลับเกิดคำถามอีกด้านว่า หากเทคโนโลยีทำให้โลก “ผลิตได้มากขึ้น” เร็วกว่าที่ผู้บริโภคจะเพิ่มการซื้อ เศรษฐกิจจะได้ประโยชน์เต็มที่จริงหรือ

ประเด็นนี้กำลังถูกจับตามองมากขึ้น หลัง Huang Yiping สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน เตือนว่า การขยายตัวของ AI อาจทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนที่มีลักษณะ “Supply แข็งแรง แต่ Demand อ่อน” รุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น เพราะเมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในวงกว้างและนวัตกรรมเร่งตัวขึ้น ความสามารถในการผลิตของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่การบริโภคภายในประเทศของจีนยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

นี่ทำให้ AI มีภาพที่ซับซ้อนกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการผลิตเพียงด้านเดียว แต่ต้องมีความต้องการซื้อเข้ามารองรับด้วย หากโรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่ครัวเรือนยังไม่พร้อมใช้จ่าย สินค้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ

จีนกำลังเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพนี้ค่อนข้างชัด เศรษฐกิจจีนยังได้รับแรงพยุงจากการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังเป็นโจทย์ใหญ่ของการฟื้นตัว ทำให้การเติบโตของภาคการผลิตและการส่งออกไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการซื้อภายในประเทศแข็งแรงขึ้นในระดับเดียวกัน มันจึงเกิดความแตกต่างระหว่าง “ผลิตได้มากขึ้น” กับ “ขายได้มากขึ้น” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มผลิตภาพถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้บริษัทสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง แต่ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นเต็มที่ก็ต่อเมื่อผลผลิตที่เพิ่มขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นยอดขาย รายได้ การลงทุน และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นได้ หาก Supply เพิ่มเร็วกว่า Demand สิ่งที่ตามมาอาจเป็นการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง สินค้าคงคลังสูงขึ้น กำไรต่อหน่วยลดลง และบริษัทต้องหาตลาดใหม่เพื่อระบายกำลังการผลิต ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า “Overcapacity” หรือ กำลังการผลิตส่วนเกิน กลับมาเป็นประเด็นสำคัญในเศรษฐกิจจีน

จีนไม่ได้เพิ่งมีปัญหานี้จาก AI เพราะก่อนหน้านี้หลายอุตสาหกรรมก็เผชิญกับการแข่งขันและกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว แต่ AI อาจเข้ามาเร่งความเร็วของกระบวนการ เพราะบริษัทที่นำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างบริษัทก็ผลักให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่พร้อมกันจำนวนมาก

ภาพจึงไม่ได้มีเพียง AI ทำให้โรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่ยังมีอีกชั้นคือ “กระแส AI ทำให้บริษัทต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต” หากทุกฝ่ายเพิ่ม Capacity พร้อมกัน แต่ Demand ไม่ได้ขยายในอัตราเดียวกัน ระบบก็มีโอกาสเดินเข้าสู่ภาวะที่มีทรัพยากรและกำลังการผลิตมากเกินกว่าความต้องการของตลาด

และผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่สินค้าขายไม่ออก แต่สามารถลามไปถึงการลดราคาและกำไรของผู้ผลิต เพราะเมื่อผู้เล่นจำนวนมากต้องการแย่งตลาดเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาจไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นกำไรทั้งหมด แต่อาจถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาที่ถูกลงแทน ซึ่งในแง่นี้ AI จึงมีทั้งด้านที่ช่วยเศรษฐกิจและด้านที่สร้างโจทย์ใหม่พร้อมกัน กล่าวคือด้านหนึ่ง AI สามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ อีกด้านหนึ่ง หากผลประโยชน์จากผลิตภาพกระจุกอยู่กับบริษัทหรือผู้ถือทุนมากกว่ารายได้ของครัวเรือน ความสามารถในการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็อาจไม่ได้แปลว่าความสามารถในการบริโภคของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นตาม อันเป็นประเด็นที่ทำให้การวัดผลของ AI ต่อเศรษฐกิจไม่ควรดูเฉพาะว่าบริษัทสามารถผลิตได้มากขึ้นเท่าไร แต่ต้องดูต่อว่า ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นถูกเปลี่ยนเป็นรายได้และกำลังซื้อของเศรษฐกิจอย่างไร

หากบริษัทลดต้นทุนได้มากขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่สะสมอยู่ในกำไร ขณะที่ค่าจ้างและรายได้ของแรงงานเติบโตช้าลง ผลิตภาพที่สูงขึ้นอาจสร้าง Supply เพิ่มเร็วกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค ในทางกลับกัน หากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ค่าจ้างที่สูงขึ้น ราคาสินค้าที่ลดลง การลงทุนใหม่ และการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ ก็จะช่วยสร้าง Demand รอบใหม่ขึ้นมารองรับ Supply ได้ ดังนั้น “AI จะดีต่อเศรษฐกิจแค่ไหน” จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเก่งของ AI เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะรับผลประโยชน์จากมันด้วย

กรณีของจีนสะท้อนโจทย์นี้ได้ชัด เพราะในขณะที่ AI และเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและสนับสนุนการส่งออก เศรษฐกิจภายในประเทศยังต้องการแรงส่งจากการบริโภคมากขึ้น Huang Yiping ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่าง Aggregate Demand (ความต้องการซื้อโดยรวม) และ Aggregate Supply (ปริมาณการผลิตโดยรวม) ของจีนอาจไม่หายไปอย่างรวดเร็ว และเสนอให้เพิ่มสัดส่วนรายได้ของครัวเรือน รวมถึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือน รัฐบาลท้องถิ่น สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ได้จริง

เมื่อ Demand ภายในประเทศไม่พอ การส่งออกจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญในการรองรับผลผลิต แต่การใช้ตลาดโลกเป็นพื้นที่รองรับ Supply ส่วนเกินก็มีข้อจำกัด เพราะประเทศคู่ค้าก็มีผู้ผลิตของตัวเอง และเมื่อสินค้าจากจีนไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ความกังวลเรื่องการแข่งขันและกำลังการผลิตส่วนเกินก็เพิ่มขึ้นตาม ตรงนี้เองที่เรื่อง AI เชื่อมเข้ากับเรื่องการค้าโลก หมายความว่า หาก AI ทำให้จีนสามารถผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ความต้องการภายในประเทศยังโตไม่ทัน สินค้าส่วนเกินก็มีแรงจูงใจที่จะออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น ประเทศคู่ค้าอาจตอบสนองด้วยมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทั้งภาษี การกำหนดมาตรฐาน หรือมาตรการอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันทางการค้ารุนแรงขึ้น ทำให้ภาพของ AI อาจกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของเทคโนโลยี ไปเป็นเรื่องของ “โครงสร้างการค้าโลก” มากขึ้น

ภาพนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะจีน เพราะทั่วโลกกำลังลงทุนใน AI Infrastructure พร้อมกัน ตั้งแต่ชิป Data Center ระบบไฟฟ้า ไปจนถึง Cloud และโมเดล AI ขนาดใหญ่ การลงทุนเหล่านี้สร้าง Demand ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมจำนวนมาก และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องผลตอบแทนจากเงินลงทุนเช่นกัน เพราะหากการลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากการใช้งานจริง ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีไม่ดี แต่อยู่ที่การสร้าง Capacity มากเกินกว่าที่ Demand จะรองรับ

มันจึงทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจว่า AI อาจสร้างวงจรเศรษฐกิจสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ AI เพิ่มผลิตภาพ → ลดต้นทุน → เพิ่มกำลังการผลิต → สร้างการลงทุนใหม่ ขณะที่อีกด้านคือ หาก Demand โตไม่ทัน → เกิด Capacity ส่วนเกิน → การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น → กำไรลดลง → บริษัทต้องลดการลงทุนหรือหาตลาดใหม่

หากวงจรแรกแข็งแรงกว่า เศรษฐกิจจะได้ประโยชน์จาก Productivity Boom แต่หากวงจรที่สองขยายตัวเร็วกว่า เทคโนโลยีที่ทำให้ผลิตได้มากขึ้นก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่

สำหรับไทย การเร่งใช้ AI ของจีนมีทั้งโอกาสและแรงกดดัน ไทยอาจได้ประโยชน์จากการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็ต้องรับมือกับสินค้าที่ผลิตได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น การลงทุนด้าน AI จึงควรเชื่อมต่อกับผู้ผลิตในประเทศ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะ เพื่อให้ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นส่งต่อไปยังรายได้และกำลังซื้อ หากประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจุกอยู่เฉพาะบางภาคส่วน AI ก็อาจเพิ่มศักยภาพการผลิตได้มาก โดยไม่ได้ขยายผลไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร

ท้ายที่สุด AI ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะการผลิตที่เพิ่มขึ้นต้องมี Demand รองรับ หากรายได้และกำลังซื้อโตไม่ทัน Supply ที่ขยายตัว ผลิตภาพที่สูงขึ้นก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคา กำไร และการแข่งขันทางการค้าได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาไปพร้อมกับการเติบโตของ AI จึงไม่ใช่แค่โลกผลิตได้มากขึ้นแค่ไหน แต่คือรายได้และกำลังซื้อจะขยายตัวตามทันหรือไม่ เพราะเมื่อ Supply และ Demand เติบโตไปด้วยกัน AI ก็มีโอกาสสร้างการเติบโตที่กว้างขึ้น แทนที่จะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่ทำให้โลกผลิตสินค้าได้มากกว่าเดิม

LastUpdate 27/09/2569 19:58:39 โดย : Admin
27-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 5.05 จุด ดัชนี 1,607.63 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 6.60 จุด ดัชนี 1,609.18 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (24 ก.ย.69) ร่วง 20.40 ดอลลาร์ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค. เหตุน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งกดดันเงินเฟ้อสูง

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (25 ก.ย.69) ฝนถล่มหนักทั่วไทย "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" 80% ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% เรือเล็กงดออกจากฝั่งจนถึง 27 ก.ย.

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (24 ก.ย.69) ร่วง 161.61 จุด กังวลน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบเดือน ธ.ค.

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 ก.ย.69) ปรับขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,700 บาท

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) บวก 2.55 จุด ดัชนี 1,605.13 จุด

8. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอ่อนตัวและปิดต่ำกว่า 4,300 เหรียญเป็นวันที่ 2 โดยลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,244 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับเข้ามา

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.48 บาทต่อดอลลาร์

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ก.ย.69) ลบ 8.12 จุด ดัชนี 1,602.58 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 ก.ย.69) ลบ 6.74 จุด ดัชนี 1,603.96 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดต่ำกว่า 4,300 เหรียญ ก่อนช่วงเช้าวันนี้พยายามกลับมายืนเหนือระดับดังกล่าว หลังถูกกดดันจากตัวเลข PMI สหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 ก.ย.69) ร่วง 58 เหรียญ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็งค่าบอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 ก.ย.69) ร่วง 352.10 จุด กังวลราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 27, 2026, 8:03 pm