
• ความเสียหายจากภัยพิบัติที่เราเห็นอาจเป็นเพียงส่วนเล็กของต้นทุนทั้งหมด GAR 2025 ประเมิน Direct Loss ทั่วโลกประมาณ 202,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เมื่อรวมผลกระทบทางอ้อม ผลกระทบต่อเนื่อง และความเสียหายต่อระบบนิเวศ ต้นทุนอาจสูงกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 2% ของ GDP โลก
• การรับมือภัยพิบัติจึงเปลี่ยนจาก “เกิดแล้วค่อยซ่อม” ไปสู่การลงทุนลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ
• UNDRR ระบุว่า จากหลักฐานที่รวบรวมไว้ เงินทุก 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ สามารถช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนการฟื้นฟูในอนาคตได้เฉลี่ยประมาณ 15 ดอลลาร์
• สำหรับไทย ธนาคารโลกประเมินว่า หากไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม ผลกระทบทางกายภาพจาก Climate Change อาจทำให้ระดับ GDP ในปี 2050 ต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 7–14%
ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้
น้ำท่วมอาจหยุดไม่ได้ทุกครั้ง
พายุอาจป้องกันไม่ให้เกิดไม่ได้
คลื่นความร้อนอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด
แต่สิ่งที่เราสามารถออกแบบได้ คือ “เมื่อภัยมาถึง เราจะเสียหายมากแค่ไหน และใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะกลับมาได้”
เมืองจะรับน้ำได้มากเพียงใด โรงงานต้องหยุดผลิตกี่วัน ระบบไฟฟ้ายังจ่ายไฟได้หรือไม่ ผู้คนยังเดินทางไปทำงานได้หรือเปล่า และธุรกิจจะกลับมาเปิดได้เร็วแค่ไหน
และถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรมอง “ภัยพิบัติ” ต่างไปจากเดิม
เมื่อภัยพิบัติไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ “ครั้งเดียว”
รายงาน Global Assessment Report on Disaster Risk Reduction 2025 (GAR 2025)ของ UNDRR ระบุว่า ในช่วงปี 1970–2000 ความเสียหายทางตรงจากภัยพิบัติทั่วโลกเฉลี่ยประมาณ 70,000–80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 180,000–200,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงปี 2001–2020
ปัจจุบัน UNDRR ประเมินความเสียหายทางตรงไว้ที่ประมาณ 202,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งครอบคลุมสิ่งที่สามารถประเมินมูลค่าได้ค่อนข้างชัด เช่น บ้าน โรงงาน ถนน สะพาน และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย
แต่ตัวเลขนี้เปรียบเหมือน “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อมสิ่งที่พังยังไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด
เมื่อโรงงานหยุดผลิต บริษัทปลายน้ำอาจขาดวัตถุดิบ
เมื่อถนนถูกตัดขาด สินค้าอาจส่งไม่ถึงตลาด
เมื่อคนทำงานไม่ได้ รายได้ครัวเรือนลดลง
เมื่อโรงเรียนปิด การเรียนรู้ก็ได้รับผลกระทบ
เมื่อป่าชายเลนหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเสียหาย บริการจากระบบนิเวศที่เคยช่วยป้องกันพื้นที่ก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่อรวม Indirect Losses, Cascading Impacts และ Ecosystem Losses GAR 2025 ประเมินว่าต้นทุนที่แท้จริงอาจสูงกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือเกือบ 2% ของ GDP โลก มากกว่าตัวเลขความเสียหายทางตรงที่เรามักเห็นกว่า 10 เท่า
ต้นทุนของภัยพิบัติจึงไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่พัง แต่รวมถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจและโอกาสที่สูญเสียไประหว่างที่ระบบยังกลับมาทำงานไม่ได้
เมื่อภัยพิบัติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจต้องอยู่ร่วมด้วย
ข้อมูลจากฐานข้อมูลภัยพิบัติระหว่างประเทศ EM-DATระบุว่า ในปี 2025 โลกเผชิญภัยพิบัติจาก Natural Hazards ที่เข้าเกณฑ์บันทึก 358 เหตุการณ์ กระทบประชาชนประมาณ 110.2 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มีการรายงานประมาณ 169.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้จำนวนเหตุการณ์จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2005–2024 ที่ประมาณ 377 เหตุการณ์ต่อปี แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนครั้ง คือ Exposure และ Vulnerability
เมื่อประชากร เมือง โรงงาน ระบบไฟฟ้า ถนน ท่าเรือ และสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เหตุการณ์หนึ่งครั้งย่อมสร้างความเสียหายได้มากขึ้น
ภัยที่รุนแรงพอ ๆ กัน อาจสร้างความเสียหายต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเมืองเตรียมรับมือไว้ดีแค่ไหน และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Resilience กลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว
จาก “เกิดแล้วค่อยซ่อม” สู่ “ลงทุนก่อนความเสียหายจะเกิด”
วิธีคิดแบบเดิมมักให้น้ำหนักกับเงินช่วยเหลือและงบฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ หรือ Post-disaster Relief
บ้านพังก็ซ่อม
ถนนขาดก็สร้างใหม่
น้ำท่วมก็เพิ่มเครื่องสูบน้ำ
ไฟดับก็เร่งซ่อมระบบ
แนวคิดใหม่จึงขยับไปสู่ Risk-informed Development คือการนำความเสี่ยงเข้าไปอยู่ในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนตั้งแต่ต้น เพราะในหลายกรณี “การป้องกัน” อาจถูกกว่า “การซ่อม”
GAR 2025 ระบุว่า จากการศึกษาที่มีอยู่ ทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ สามารถช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนการฟื้นฟูในอนาคตได้เฉลี่ยประมาณ 15 ดอลลาร์
ขณะที่งานศึกษาของธนาคารโลกเกี่ยวกับ Resilient Infrastructure พบว่า การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง อาจเพิ่มต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 3% แต่ให้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อเงินลงทุน 1 ดอลลาร์
เรามองเห็นเงินที่ต้องจ่ายในวันนี้ได้ชัด แต่กลับมองเห็นผลตอบแทนได้ยาก เพราะผลตอบแทนส่วนหนึ่งอยู่ในรูปของ “ความเสียหายที่ไม่เกิดขึ้น”
หากระบบป้องกันน้ำท่วมทำงาน ถนนไม่ขาด โรงงานไม่หยุด และไฟฟ้าไม่ดับ เราแทบไม่เคยเห็นตัวเลขว่าเศรษฐกิจหลีกเลี่ยงความเสียหายไปได้เท่าไร แต่เมื่อระบบรับมือไม่ไหว ตัวเลขความเสียหายกลับปรากฏขึ้นทันที
ประเทศไทยกับเดิมพัน 219,000 ล้านดอลลาร์
มหาอุทกภัยปี 2011 สร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.43 ล้านล้านบาทในขณะนั้น คิดเป็นประมาณ 12.6% ของ GDP และกระทบประชาชนเกือบ 13 ล้านคน และยังทำให้ Supply Chain ของอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศได้รับผลกระทบตามไปด้วย
รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกประเมินว่า หากไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม ผลกระทบทางกายภาพจาก Climate Change อาจทำให้ ระดับ GDP ของไทยในปี 2050 ต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 7–14%
ขณะที่การลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม ความมั่นคงด้านน้ำ การป้องกันชายฝั่ง เกษตรที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และมาตรการลดผลกระทบจากความร้อน สามารถทำให้ ระดับ GDP ในปี 2050 สูงกว่ากรณี Business-as-usual ประมาณ 4–5%
ธนาคารโลกประเมินว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Climate เพิ่มเติมประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์ เป็น Adaptation อีกประมาณ 96,000 ล้านดอลลาร์ เป็น Mitigation และประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับ Climate-smart Agriculture และ Forests
219,000 ล้านดอลลาร์จึงไม่ใช่ “งบป้องกันภัยพิบัติ” ทั้งหมด แต่เป็นขนาดของการลงทุนเพื่อเตรียมเศรษฐกิจไทยสำหรับ Climate Risk ที่กำลังเพิ่มขึ้น
แล้วโลกกำลังนำทรัพยากรไปลงทุนกับอะไร?
ทุกประเทศมีทรัพยากรของจำกัด
ในช่วงที่หลายประเทศจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบเตือนภัย การป้องกันชายฝั่ง สาธารณสุข และการปรับตัวต่อ Climate Change โลกก็ต้องจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากขึ้นให้กับความมั่นคง สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แม้เป็นความเสี่ยงคนละประเภท แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ล้วนแข่งขันกันเพื่อใช้ทรัพยากรชุดเดียวกัน ทั้งงบประมาณ เงินทุน แรงงาน เทคโนโลยี และ Fiscal Space ของรัฐบาล ยิ่งประเทศต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อรับมือวิกฤตหนึ่ง ความสามารถในการเตรียมพร้อมสำหรับอีกวิกฤตก็ยิ่งมีข้อจำกัด
แต่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือ การทำให้ “วันที่ไม่ปกติ” ไม่กลายเป็นวิกฤตที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นกลับมาได้
ข่าวเด่น