• ความเสียหายจากน้ำท่วมหนักในสวนทุเรียนภาคตะวันออกกินพื้นที่รวมกว่า 40,000 ไร่ นานราว 9 วัน (ช่วงวันที่ 24 ก.ย.-2 ต.ค. 2569) กระทบโดยตรงต่อชาวสวนทุเรียนกว่า 4,000 ครัวเรือน โดยจังหวัดจันทบุรีและระยองได้รับความเสียหายหนักที่สุด ขณะที่จังหวัดตราดเสียหายเล็กน้อย
• พื้นที่ที่เสียหายคิดเป็น 6% ของสวนทุเรียนในภาคตะวันออกทั้งหมด ซึ่งภาคตะวันออกถือเป็นแหล่งปลูกหลักที่มีผลผลิตสูงถึง 52% ของทั้งประเทศ โดยลักษณะน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ต้นทุเรียนเกือบทั้งหมดยืนต้นตายและยากที่จะฟื้นฟู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มต้นทุเรียนแก่ที่พร้อมให้ผลผลิต โดยมีสายพันธุ์หลักที่ได้รับผลกระทบคือ หมอนทอง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด
• ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าความเสียหายของทุเรียนภาคตะวันออกจากผลกระทบของน้ำท่วมปี 2569 อยู่ที่ราว 8,800 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังฤดูกาลเก็บเกี่ยวของทุเรียนภาคตะวันออกในปีหน้าให้คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตทุเรียนเสียหายรวม 56,000 ตัน และผลักดันให้ราคาทุเรียนเฉลี่ยในช่วงเม.ย.-มิ.ย. 2570 ปรับสูงขึ้นราว 11% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 155 บาทต่อกก.
• ทุเรียนเกรดพรีเมียมโดยเฉพาะหมอนทองเสียหาย กระทบส่งออกไปจีนในปี 2570 ให้อาจน้อยกว่า 8.4 แสนตัน ความเสียหายของผลผลิตรอบนี้คิดเป็นราว 9% ของปริมาณทุเรียนเกรดพรีเมียมทั้งหมดที่จีนนำเข้า จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการส่งออกไปตลาดหลักอย่างจีน โดยทุเรียนไทยส่งออกสูงถึง 75% ของผลผลิตทั้งหมด นอกจากนี้ ยังต้องจับตาผลกระทบเอลนีโญซึ่งอาจกระทบผลผลิตทุเรียนภาคใต้หลังจากนี้
• ชาวสวนทุเรียนเผชิญการขาดรายได้ที่อาจลากยาวถึงปี 2575 ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่ในฤดูกาลเดียว โดยคาดว่ารายได้ของชาวสวนทุเรียนอาจจะต้องขาดช่วงไปมากกว่า 5 ปี โดยเกษตรกรที่มีความพร้อมปลูกใหม่ กว่าจะเริ่มมีรายได้หมุนเวียนคงเป็นปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเกษตรกรที่ไม่พร้อมปลูกใหม่ อาจต้องตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า
ข่าวเด่น