เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "รายได้เพิ่ม แต่ทำไมยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง? อ่านพฤติกรรมการใช้เงินของคนเวียดนาม"


• รายได้เพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อแตกต่างกันมาก ปี 2568 คนเวียดนามมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน  เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเขตเมืองอยู่ที่ราว 10,000 บาท และชนบทประมาณ 7,000 บาท แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงเพราะกลุ่มรายได้สูงสุด 20% มีรายได้เฉลี่ย 16,000 บาท ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำสุด 20% มีเพียง 3,000 บาท ต่างกันประมาณ 5.6 เท่า ดังนั้น เวียดนามจึงไม่ใช่ตลาดผู้บริโภคกลุ่มเดียว การพิจารณาเพียงจำนวนประชากรหรือรายได้เฉลี่ยอาจทำให้ธุรกิจประเมินกำลังซื้อสูงเกินจริง
 
• อาหารและสิ่งจำเป็นยังเป็นรายจ่ายหลัก คนเวียดนามมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อเดือน  โดย 49% เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มและเพิ่มเป็น 56% ในกลุ่มรายได้น้อย ทำให้เหลือเงินสำหรับบริการและสินค้าฟุ่มเฟือยจำกัด ส่วนกลุ่มรายได้สูงมีค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษา สุขภาพ การเดินทาง สันทนาการ และสินค้าพรีเมียมมากกว่า ขณะเดียวกัน คนเมืองหันไปใช้สินค้าและบริการที่ประหยัดเวลามากขึ้น แต่ตลาดดั้งเดิมยังแข่งขันได้ด้วยความคุ้นเคยและราคาที่ยืดหยุ่น
 
• ไม่ได้เลือกของถูกที่สุด แต่เลือกสิ่งที่คุ้มค่า ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มเมื่อเห็นประโยชน์ชัดเจน เช่น คุณภาพ ความปลอดภัย สุขภาพ ความสะดวก หรือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ก็ต้องมีทั้งดีไซน์ที่ตอบโจทย์และคุณภาพสมราคา โอกาสทางตลาดจึงไม่ได้ลดลง เพียงแต่แบรนด์ต้องให้เหตุผลที่หนักแน่นขึ้นว่าทำไมสินค้าจึงคุ้มกับเงินที่จ่าย
 
• ช่องทางดิจิทัลทำให้ซื้อสะดวกและเปรียบเทียบเก่งขึ้น ผลสำรวจของ YouGov ที่จัดทำให้ Visa   พบว่า 76% ของผู้บริโภคเวียดนามในกลุ่มตัวอย่างซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละ 2–3 ครั้ง อีคอมเมิร์ซ QR payment และ e-wallet ช่วยให้เข้าถึงสินค้า โปรโมชั่น และบริการจัดส่งได้ง่าย แต่ก็ทำให้เปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และเปลี่ยนแบรนด์ได้ทันที ขณะเดียวกัน การชำระเงินเมื่อได้รับสินค้า (Cash on Delivery: COD) ยังมีบทบาทสำคัญจากความกังวลเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือ โดยบางคำสั่งซื้อเปิดโอกาสให้ตรวจและปฏิเสธสินค้าได้ตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการขนส่ง ธุรกิจจึงต้องแข่งขันพร้อมกันทั้งด้านราคา ความน่าเชื่อถือ การจัดส่ง และบริการหลังการขาย
 
• ผู้บริโภคเวียดนามมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสินค้าของแท้และสินค้าที่ได้รับการรับรองคุณภาพมากขึ้น โดยร้านค้า Shop Mall มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของยอดขายอีคอมเมิร์ซ แม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียง 2.64% ของจำนวนร้านค้าทั้งหมด แต่กลุ่มร้านค้า Shop Mall มีส่วนช่วยสร้างรายได้ถึง 35.7% บน Shopee และ TikTok Shops ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568
 
• ผู้บริโภคได้รับอิทธิพลอย่างมากจากบทวิจารณ์และเนื้อหาบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ยังคงขยายตัว และการค้นหาและอ่านรีวิวก่อนซื้อถือเป็นนิสัยที่พบบ่อย ผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Gen Z พึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตาม 10,000 ถึง 100,000 คน เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์และเลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ดังนั้น Influencer Marketing ยังคงเป็นช่องทางที่กำลังเติบโตและเป็นกลยุทธ์ที่นักการตลาดจำนวนมากยังคงไว้วางใจ ตามรายงาน Digital Vietnam 2025 การใช้จ่ายด้าน Influencer Marketing คิดเป็น 6.1% ของการใช้จ่ายด้านโฆษณาดิจิทัลทั้งหมด และเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด
 
• รายได้เพิ่ม แต่ส่วนหนึ่งถูกเก็บไว้รับมือความไม่แน่นอน ธนาคารโลก ตั้งข้อสังเกตว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นยังไม่เปลี่ยนเป็นการบริโภคทั้งหมด เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ยังเปราะบางและการออมเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านรายได้และการจ้างงาน อัตราการออมรวมของเศรษฐกิจเวียดนามเพิ่มจาก 33.6% ในปี 2562 เป็น 37.4% ในปี 2568  
 
• การวางแผนซื้อบ้านทำให้การใช้จ่ายวันนี้ยิ่งระมัดระวัง สำหรับคนเมือง บ้านเป็นทั้งเป้าหมายชีวิต สินทรัพย์สะสมความมั่นคั่ง และภาระทางการเงินที่เข้าถึงยากขึ้น ในไตรมาส 3/2569 ราคาห้องชุดเฉลี่ยในกลุ่มโครงการที่ VARS IRE  สำรวจอยู่ที่ประมาณ 106,000 บาทต่อตารางเมตรในฮานอย และ 118,000 บาทในโฮจิมินห์ซิตี้ ขณะที่อุปทานใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในตลาดระดับกลางบนและระดับสูง เมื่อราคาบ้านเพิ่มเร็วกว่ารายได้ คนวัยทำงานจึงต้องเก็บเงินดาวน์และควบคุมรายจ่ายมากขึ้น บ้านจึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายปลายทาง แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ถูกใช้จ่ายทันที
 
• ธุรกิจไทยต้องขาย “คุณค่าที่คุ้มราคา” และเข้าใจต้นทุนของช่องทางออนไลน์ โอกาสในเวียดนามยังมีมาก แต่ต้องเลือกกลุ่มลูกค้าให้ชัด อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคควรมีราคาและขนาดบรรจุภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ พร้อมจุดขายด้านสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพ หรือความสะดวก เสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ต้องสอดคล้องกับรสนิยมท้องถิ่น ส่วนช่องทางจำหน่ายต้องเชื่อมหน้าร้าน อีคอมเมิร์ซ การชำระเงิน และการจัดส่งเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มที่รับชำระเงินมีหน้าที่หักและนำส่งภาษีแทนผู้ขาย ผู้ประกอบการจึงต้องคำนวณภาษี ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าจัดส่ง และความเสี่ยงจากการปฏิเสธรับหรือคืนสินค้าไว้ในโครงสร้างราคาตั้งแต่ต้น
 
• ท้ายที่สุด ผู้บริโภคเวียดนามไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่กำลังเลือกใช้เงินอย่างรอบคอบขึ้น ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงประชากรกว่า 102 ล้านคน แต่อยู่ที่การตอบให้ได้ว่า จะขายให้ใคร แก้ปัญหาอะไร และสร้างคุณค่ามากพอให้ลูกค้ายอมจ่ายหรือไม่

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 03 พ.ย. 2569 เวลา : 17:59:57
03-11-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 พ.ย.69) ลบ 16.19 จุด ดัชนี 1,491.01 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (3 พ.ย.69) ลบ 2.34 จุด ดัชนี 1,504.86 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 พ.ย.69) ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝน 60% ภาคกลาง 40% ภาคเหนือ 30% ภาคอีสาน 20%

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (2 พ.ย.69) บวก 213.67 จุด ขานรับน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ร่วง จับตาเลือกตั้งกลางเทอม-จ้างงานสหรัฐฯ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (2 พ.ย.69 ) พุ่ง 70.70 ดอลลาร์ ขานรับราคาน้ำมันร่วง จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

6. MTS Gold คาดราคาทองคำเกิด Technical Rebound กว่า 80 เหรียญ หลังปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,870 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับขึ้นมายืนเหนือ 3,950 เหรียญ

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 - 33.85 บาท/ดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (3 พ.ย.69) ลบ 1.72 จุด ดัชนี 1,505.48 จุด

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (3 พ.ย.69) พุ่งขึ้น 650 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 63,850 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (3 พ.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้(2 พ.ย.69) ลบ 11.39 จุด ดัชนี 1,507.20 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงตลาด COMEX หลังหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 3,950 เหรียญ และทำจุดต่ำสุดใหม่ของปีบริเวณ 3,870 เหรียญ

13. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาทิศทางดอกเบี้ย Fed และปัจจัยเศรษฐกิจโลก

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (2 พ.ย.69) ลบ 5.90 จุด ดัชนี 1,512.69 จุด

15. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.50-34.00 ลุ้นผลเลือกตั้งและข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 3, 2026, 7:37 pm