• ครัวเรือนรายได้น้อยใช้จ่ายด้าน "ศาสนา" มากกว่าด้าน "ความบันเทิง" ถึงประมาณ 7 เท่า ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงใช้จ่ายทั้งสองด้านในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
• แม้หลายคนจะคิดว่าความแตกต่างนี้เกิดจาก "รายได้" แต่ผลการวิเคราะห์พบว่า รายได้เพียงอย่างเดียวอธิบายพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้
• ครัวเรือนที่มีเด็กมากขึ้น มีแนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาลดลง ขณะที่หัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุมากขึ้น มีแนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาสูงขึ้น
• พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านศาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับโครงสร้างครัวเรือน อายุ และภูมิภาคที่อยู่อาศัย
หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดว่า
"ยิ่งมีเงิน ก็ยิ่งใช้เงินกับความบันเทิงมากขึ้น ส่วนการทำบุญก็กลายเป็นเรื่องรอง"
แต่ความเชื่อที่ฟังดูสมเหตุสมผล อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
เพื่อหาคำตอบ จึงใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปรียบเทียบรูปแบบการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้น้อยและครัวเรือนรายได้สูง
สิ่งแรกที่ข้อมูลบอกเรา
ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจ
ครัวเรือน 20% ที่มีรายได้น้อยที่สุด จัดสรรค่าใช้จ่ายระหว่าง "ศาสนา" และ "ความบันเทิง" ไปกับกิจกรรมทางศาสนาถึง 87.8% (หรือมากกว่าความบันเทิงราว 7 เท่า)
ส่วนครัวเรือน 20% ที่มีรายได้สูงที่สุด จัดสรรให้กิจกรรมทางศาสนา 54.7% และความบันเทิง 45.3% ซึ่งใกล้เคียงกันมากกว่า
กล่าวคือ ครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มรายได้สูงกว่า มีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านศาสนาน้อยกว่า และใช้จ่ายด้านความบันเทิงมากกว่า
เมื่อเห็นตัวเลขนี้ หลายคนอาจสรุปทันทีว่า
"ก็เพราะมีรายได้มากขึ้น คนจึงหันไปใช้เงินกับความบันเทิงมากกว่าการทำบุญ"
แต่การตีความแบบนั้นอาจเร็วเกินไป
แล้วต้นเหตุคือ "รายได้" จริงหรือ?
แต่ละครัวเรือนไม่ได้แตกต่างกันแค่ระดับรายได้เท่านั้น แต่ยังแตกต่างกันที่จำนวนเด็กในครัวเรือน
อายุของหัวหน้าครัวเรือน และภูมิภาคที่อยู่อาศัย ปัจจัยเหล่านี้อาจมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณไม่แพ้รายได้
เมื่อควบคุมปัจจัยเหล่านี้ในการวิเคราะห์แล้ว ภาพที่ได้จึงแตกต่างจากที่เห็นในตอนแรก
รายได้ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
ผลการศึกษาพบว่า สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย
รายได้ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับสัดส่วนการใช้จ่ายด้านศาสนาส่วนในครัวเรือนรายได้สูง
แม้จะพบความสัมพันธ์ แต่ผลกระทบมีขนาดค่อนข้างเล็ก
กล่าวคือ ความแตกต่างระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยกับรายได้สูง ไม่ได้เกิดจากรายได้เพียงอย่างเดียว
หนึ่งในปัจจัยที่โดดเด่นที่สุด คือ "จำนวนเด็กในครัวเรือน"
ทั้งในครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้สูง ครัวเรือนที่มีเด็กมากขึ้น มีแนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาลดลงความสัมพันธ์นี้ยังคงพบ แม้จะเปรียบเทียบครัวเรือนที่มีรายได้ อายุ ระดับการศึกษา และภูมิภาคใกล้เคียงกันแล้ว
ข้อมูลไม่ได้บอกว่านี่คือเหตุและผลโดยตรง แต่ก็เป็นไปได้ว่า ครัวเรือนที่มีเด็กต้องจัดสรรงบประมาณไปยังค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงดู การศึกษา ของเล่น กิจกรรม หรือความบันเทิงของเด็กมากขึ้น
ดังนั้น แม้งบประมาณด้านศาสนาในรูปตัวเงินอาจไม่ได้ลดลง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพิ่มขึ้น ก็ทำให้สัดส่วนงบประมาณที่จัดสรรให้กับกิจกรรมทางศาสนาลดลง
อายุของหัวหน้าครัวเรือนก็มีบทบาท
ในทางกลับกัน หัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุมากขึ้น มีแนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาสูงขึ้น
ผลลัพธ์นี้พบทั้งในครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้สูง
แม้ข้อมูลจะไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้โดยตรง แต่ก็อาจสะท้อนความแตกต่างของวิถีชีวิตในแต่ละช่วงวัย
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจให้ความสำคัญกับการทำบุญ การเข้าวัด หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนามากขึ้น จึงจัดสรรงบประมาณในด้านนี้เพิ่มขึ้น
แล้วพื้นที่ที่อยู่อาศัยล่ะ?
ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า ภูมิภาคที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับการจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนา
แม้จะควบคุมปัจจัยอื่นแล้ว ครัวเรือนในแต่ละภูมิภาคยังมีรูปแบบการใช้จ่ายแตกต่างกัน
สิ่งนี้สะท้อนว่า บริบททางสังคม วัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมความบันเทิง อาจมีส่วนกำหนดพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนเช่นกัน
แล้วข้อมูลกำลังบอกอะไรกับเรา?
หากดูเพียงตัวเลขเบื้องต้น ก็อาจสรุปได้ว่า
ครัวเรือนรายได้สูงให้ความสำคัญกับความบันเทิงมากขึ้น ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านศาสนามากกว่า
แต่ตัวเลขที่เห็นในตอนแรก เล่าเรื่องได้เพียงครึ่งเดียว
เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นในการวิเคราะห์ พบว่ารายได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายความแตกต่างดังกล่าวได้
โครงสร้างครัวเรือน อายุของหัวหน้าครัวเรือน และภูมิภาคที่อยู่อาศัย ต่างก็มีความสัมพันธ์กับการจัดสรรงบประมาณของครัวเรือน
ดังนั้น คำถามที่ว่า"เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น คนไทยเปลี่ยนจากการทำบุญไปสู่การใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงหรือไม่?"
คำตอบอาจไม่ใช่เพียง "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"
เพราะรายได้ไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่กำหนดว่าเงินของครัวเรือนจะถูกจัดสรรไปที่ใด
ข่าวเด่น